ลดความอ้วนง่ายๆ ด้วยการเดิน ทำได้จริงเหรอ?

ลดความอ้วนง่ายๆ ด้วยการเดิน ทำได้จริงเหรอ?

หลายคนที่มีปัญหาน้ำหนักเกิน มักจะมีปัญหาอีกอย่างคือ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย บางคนไม่สามารถควบคุมอาหารที่กินในแต่ละมื้อ หรืออาจจะเป็นเพราะไม่สามารถหักห้ามใจตัวเองในการเลือกเมนูอาหารในแต่ละวัน แต่ทั้งนี้หลายคนก็ยังหลงลืมไปว่า ข้ออ้างที่ว่าไม่มีเวลาพอจะออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายได้ใช้พลังงานนั้น ความจริงแล้วกิจวัตรประจำวันในแต่ละวันของเรา ก็สามารถช่วยลดน้ำหนักได้เช่นกัน 

วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีลดน้ำหนักแบบง่ายๆ ไม่เสียเงินแถมยังลดน้ำหนักได้จากการเดินกัน

ลดความอ้วนง่ายๆ ด้วยการเดิน ทำได้จริงเหรอ?

เชื่อว่าทุกคนที่ออกจากบ้าน คุณต้องมีโอกาสที่จะต้องเดินในแต่ละวันแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเดินออกไปขึ้นรถประจำทาง, เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า, เดินจากที่จอดรถเข้าที่ทำงาน ฯลฯ

คุณรู้หรือไม่ว่า การเดินในสภาวะปกติเพียงแค่ 20 นาทีต่อวัน ก็สามารถเผาผลาญพลังงานประมาณ 50 - 100 กิโลแคลอรี่แล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของเรา รวมถึงสภาพร่างกายของแต่ละคน เพศ และอายุด้วย ซึ่งมีผลต่อการเผาผลาญพลังงานไม่เท่ากัน ผลลัพท์ที่ได้ก็อาจจะคลาดเคลื่อนกันได้เช่นกัน และยังรวมถึงความเร็วในการเดินด้วย ยิ่งเดินเร็วยิ่งเผาผลาญมาก ถ้าเดินช้าๆ เดินแบบทอดน่องเดินเรื่อยเปื่อย ก็ใช้พลังงานน้อยหน่อย เป็นต้น

ทำไมแค่การเดินถึงลดน้ำหนักได้?

การเดิน การเคลื่อนไหว ในแต่ละครั้งในแต่ละวัน ร่างกายต้องใช้พลังงานเสมอ หากเราไม่มีเวลาออกกำลังกาย หรือไม่ได้ออกกำลังกายมานาน หากคุณลองเดินยาวๆ นานๆ สัก 10 - 20 นาที ในช่วงแรกๆ คุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเองเช่น

เหงื่อออกมาก
อาจมีอาการหอบ หรือหายใจทางปาก
เมื่อยขา
หิวน้ำ
ปากแห้งฯลฯ


อาการเหล่านี้คือผลลัพท์ของการออกกำลังกาย โดยร่างกายแสดงออกมาหลังจากที่เราเริ่มเดินต่อเนื่องตั้งแต่ 10 นาทีเป็นต้นไป

โดยกระบวนการเดินของร่างกายนั้น หากเราเดินไปเรื่อยๆ ในช่วง 5 นาทีแรก ตัวเราจะยังเหงื่อไม่ออก (ยกเว้นเดินตากแดด) แต่จะแค่อุ่นขึ้น แต่เมื่อผ่านไป 10 นาที ร่างกายของคุณจะเริ่มรู้สึกว่าร้อน เหงื่อจะเริ่มออก ยิ่งถ้าเป็นวันที่อากาศร้อนๆ ด้วย เหงื่อจะไหลออกมามากขึ้น จากเดิมที่แค่ร่างกายอุ่น แต่หลังจาก 5 นาทีเป็นต้นไป ร่างกายจะเริ่มขับเหงื่อออกมา

หากเราสามารถเดินต่อเนื่องไปจนถึง 20 นาที ร่างกายจะเผาผลาญไขมันที่สะสมออกมา ทำให้คนที่เดินจนถึงช่วง 15 - 20 นาที จะเริ่มรู้สึกว่า เดินได้สบายขึ้นแม้จะมีเหงื่อออกแต่ก็ยังเดินได้ดีนั้นเป็นเพราะว่ากระบวนการเผาผลาญไขมันในร่างกายเริ่มทำงานได้ดีขึ้น

ต้องเดินไกลแค่ไหนถึงจะลดน้ำหนักได้?

โดยปกติอัตราการเดินพื้นฐานการเดิน 20 นาที ระยะทางที่คุณเดินได้น่าจะประมาณ 1 กิโลเมตร หรือประมาณ 2-3 ป้ายรถเมล์ ขึ้นอยู่กับนิสัยการเดิน ความเร็วในการเดินของแต่ละคนด้วย แต่สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวมากๆ การเดินในชีวิตประจำวันอาจจะเป็นเรื่องยาก เพราะจะทำให้เจ็บหัวเข่าได้ ดังนั้นแนะนำว่าให้เปลี่ยนเป็นการเดินในน้ำแทน ซึ่งถ้าเป็นการเดินในน้ำ นอกจากจะช่วยเผาผลาญไขมันแล้ว หัวเข่าของคุณก็ไม่เสียอีกด้วย เพราะน้ำจะช่วยพยุงตัวของคุณตลอดการเดิน ลองแบ่งเวลามาเดินในสระว่ายน้ำของคอนโด หรือหมู่บ้านของตัวเอง แค่เดินไปเดินมาสัก 20 นาทีต่อวันก่อน จากนั้นเมื่อร่างกายเริ่มแข็งแรงพอ ก็เพิ่มระยะเวลาในการเดินในน้ำก็จะยิ่งเห็นผลมากขึ้น

หากไม่มีสระว่ายน้ำ คุณอาจจะแบ่งการเดินเป็น 2 ช่วง คือเช้า 10 นาที และเย็น (หลังเลิกงาน) 10 นาทีก็ได้ครับ เดินแค่ 1 ป้ายรถเมล์ต่อรอบ ทำเช้าเย็น แค่นี้ก็ได้ผลเช่นกัน แต่หากทำไหว ก็ซัดไปเลยยาวๆ เช้า 20 นาที เย็น 20 นาที ก็จะได้ผลเร็วยิ่งขึ้น หรือถ้าไม่สะดวกเดินตามท้องถนน หากมีเครื่องออกกำลังกาย (ลู่วิ่ง) ที่บ้านก็เดินไปเรื่อยๆ ก็ได้ครับ

แล้วต้องเดินกี่วันถึงจะลดน้ำหนักได้?

โดยปกติ หากคุณไม่ได้มีปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ มีการเดินเฉลี่ยอย่างน้อยวันละ 20 นาทีต่อวันเป็นอย่างน้อย (เท่ากับระยะทางการเดินเฉลี่ยวันละ 1-2 กิโลเมตร) ถ้าเดินทั้งเช้าและเย็น รวมแล้วน่าจะประมาณ 3 - 4 กิโลเมตรต่อวันรวมกับการควบคุมอาหารไม่ให้เกิน 1,500 กิโลแคลอรี่ จะสามารถลดน้ำหนักเฉลี่ย 3 - 3.5 กิโลกรัมต่อเดือน แต่ทั้งนี้ผลลัพท์ที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะได้มากกว่าหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน

นอกจากนั้นหากเราเดินทุกๆ วัน นอกจากจะผอมแล้ว ร่างกายของเราจะกระชับไปในตัว เพราะการเดินเป็นการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อเกือบจะทั้งตัว ดังนั้นคนที่เดินเป็นประจำจะแทบไม่เจอปัญหาสัดส่วนเกิน หรืออ้วนเฉพาะจุด

มีเคล็ดลับอะไรที่เดินแล้วลดน้ำหนักเร็วๆ ไหม?

เคล็ดลับการเดินเพื่อให้ลดน้ำหนักได้ไวๆ คือ ให้เราหายใจให้ลึกๆ ก้าวเท้าให้ยาวแบบสม่ำเสมอ และหารองเท้าที่เหมาะสมสำหรับการเดินมาใช้

การเดินในแต่ละก้าว หากเราก้าวให้ยาวพอ ร่างกายจะเคลื่อนไหวต่อเนื่อง มีการหดเกร็งกล้ามเนื้อทั้งช่องท้อง ต้นขา สะโพก พร้อมๆ กันอย่างน่าทึ่ง ยิ่งเราหายใจช้าๆ ลึกๆ แต่ก้าวขายาวๆ ร่างกายจะได้รับออกซิเจนมากกว่าการหายใจสั้นๆ แน่นอนว่าการเดินในช่วงแรกๆ เราจะหอบและเหนื่อย ทำให้ต้องหายใจสั้นๆ แต่เมื่อร่างกายเริ่มแข็งแรงและชินกับการเดิน เราจะสามารถหายใจยาวขึ้น และก้าวเดินได้อย่างสบายๆ โดยกว่าจะเริ่มเหนื่อยก็เป็นช่วงเวลา 15 นาทีเป็นต้นไป

การหารองเท้าที่เหมาะกับการเดิน รองเท้ากีฬาที่ออกแบบมาสำหรับการเดินหรือวิ่งจะช่วยรองรับน้ำหนักในการเดินได้ดี ทำให้คุณไม่เจอปัญหาปวดเข่า หรือเมื่อยขา ซึ่งหลายคนไม่ยอมลงทุนกับรองเท้าดีๆ สักคู่ ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บและเลิกล้มการลดน้ำหนัก ทำให้กลับไปอ้วนเหมือนเดิม

หากคุณเลือกที่จะเดินในน้ำ ขอแนะนำให้วอร์มร่างกายก่อนลงสระ อาจจะเริ่มจากการเดินรอบสระสัก 2-3 รอบก่อน ค่อยๆ เอาขาหย่อนลงไปเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว แล้วค่อยลงสระทั้งตัว เวลาเดินในสระ ก็เดินไปเกาะขอบสระว่ายน้ำไปด้วยเพื่อป้องกันการลื่น

หลังจากเดินไปสักระยะ (เดินต่อเนื่องสัก 7 - 10 วัน) คุณจะเริ่มเห็นผลของการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดดังนี้

-คุณจะเดินได้ไวขึ้น (ระยะทางเท่าเดิม แต่ใช้เวลาสั้นลง)
-คุณจะเหนื่อยน้อยลง
-หากควบคุมอาหารในแต่ละมื้อด้วย น้ำหนักของคุณควรจะลดลงเฉลี่ย 1-1.5 กิโลกรัมต่อ 10 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วยนะครับ การจะกำหนดเป็นตัวเลขตายตัวนั้นค่อนข้างยาก เพราะร่างกายของแต่ละคนนั้น มีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ดังนั้นผมจะบอกเป็นตัวเลขคร่าวๆ ก่อน
-หากคุณทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ด้วยการบังคับตัวเองให้เดินอย่างน้อย 20 นาทีต่อวันแทรกซึมเข้าไปในกิจวัตรประจำวัน เชื่อว่าใน 1 เดือน น้ำหนักตัวของคุณต้องลดลงอย่างน้อย 2-3 กิโลกรัมแน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่ว่าคุณจะสามารถควบคุมอาหารได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือ การเดินจะทำให้ร่างกายของคุณกระชับขึ้น หน้าท้องและพุงที่เคยยื่นจะเริ่มกระชับขึ้น

อ่านเสร็จแล้วอย่าเพิ่งคิดเอาเองว่า มันจะได้ผลจริงหรือเปล่า??? ออกไปลองทำดูครับ ไม่เสียหาย ไม่เสียเงินใดๆ หากน้ำหนักตัวไม่ลดลงภายใน 1 เดือน แต่ผลลัพท์อื่นๆ ต้องเกิดขึ้นแน่นอน!


ที่มา Wecandiet

 

ข่าวดาราบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์